ปีที่ประหลาดที่สุดในประวัติศาสตร์ สะท้อนโดย Rei Kawakubo

 

          เราอำลาปี 2020 ที่ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับสถาการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ด้วยบทความที่เขียนถึงมุมมองของเรย์ คาวาคูโบะ ต่อช่วงเวลานี้ และกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ใน i-D (นิตยสารอังกฤษที่จัดทำโดย Vice Media) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2020

          ในวงการแฟชั่น ‘อดีต’ เป็นสกุลเงินที่ทรงพลังที่สุด การออกแบบจึงเต็มไปด้วยการชุบชีวิตผลงานเก่า ยิ่งในโอกาสครบรอบก็จะได้รับการเฉลิมฉลองเสมอ ดีไซน์เนอร์ร่วมสมัย ได้รับมอบหมายให้มอบชีวิตใหม่ให้กับผลงานที่ใกล้ตาย และคลังเก็บผลงานเก่า ๆ ถูกพูดถึงราวกับเป็นแกลลอรี่เปิดใหม่ ราวกับว่าประวัติศาสตร์มอบความมั่นคงให้กับผลงาน และรับประกันลูกค้าว่า ถ้าแบรนด์อยู่มาเกือบศตวรรษ คุณก็มั่นใจได้ว่าสินค้านั้นจะยังเป็นที่นิยม (และมีมูลค่า) ในอนาคต

          ในปี ค.ศ. 2020 ‘ความสบาย’ เป็นคำนิยมที่เหล่าทีมมาร์เก็ตติ้งและผู้ค้าปลีกชื่นชอบ เช่น ยอดขายชุดวอร์มที่พุ่งทะยานทั้ง ๆ ที่เราทุกคนล็อคดาวน์อยู่บ้าน แต่อย่างไรก็ตาม คำนิยมนี้ก็มีความหมายที่เจ็บแสบในเชิงอุปมาเช่นกัน ผู้คนมักจะรู้สึกสบายใจกับสิ่งที่รู้จัก หรือสิ่งที่มีอยู่แล้ว ประวัติศาสตร์ก็เป็นกลไกในการเผชิญหน้าที่พึ่งพาได้ เมื่อต้องเจอกับช่วงเวลา ที่ไม่แน่นอน อดีตจะเป็นยารักษาชั้นดีสำหรับปัจจุบันที่แสนวุ่นวายและอนาคตที่มืดมนยิ่งกว่า สิ่งเหล่านี้เป็นจริงแม้กระทั่งในอุตสาหกรรมที่สมควรจะมองไปข้างหน้าอยู่เสมอ

          แต่คำถามคือ เมื่อไหร่กันที่อนาคตเคยชัดเจน ความไม่แน่นอนไม่เคยรั้งเรย์ คาวาคูโบะ ไม่ให้อยู่กับปัจจุบัน ในฐานะผู้แสวงหาความแปลกใหม่ตัวจริง เธอไม่ใช่คนประเภท ที่จะมองกลับหลัง หรือเชื่อในคนรุ่นหลัง ผลงานของเธอยึดมั่นอยู่กับเวลาปัจจุบัน ที่นี่ ตอนนี้ นั่นทำให้มีผู้ติดตามคอลเล็คชั่นและชมโชว์ของกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ที่ปารีสกันตลอดมา เพราะเป็นผลงานที่สะท้อนกาลเวลาผ่านสายตาของนักคิดค้นที่มุ่งมั่นในวัย 77 ปี เรย์มีความคิดที่สร้างสรรค์และใจถึงกว่าดีไซน์เนอร์รุ่นหลานส่วนมาก และอาจจะทำงานหนักยิ่งกว่า เสียอีก คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เธอไม่หยุดทำงานเลยแม้แต่นิดเดียวในช่วงล็อคดาวน์

 

 

          สำหรับเรย์ ปี 2020 เป็นปีที่ประหลาดที่สุดในประวัติศาสตร์อย่างไร เธอได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ช่วงเดือนกันยายนว่า

          “เมื่อเจอประสบการณ์ที่แย่แบบนี้ คนส่วนมากคงจะปรับการใช้ชีวิตให้อยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งในความหมายหนึ่ง เป็นการหยุดเราไม่ให้เดินไปข้างหน้า

…และนั่นคือสิ่งที่ฉันกังวล เพราะในการสร้างแฟชั่นและศิลปะ เราต้องการความคิดที่พร้อมจะทำเรื่องที่อุกอาจ แตกต่างจากผู้อื่น และปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ”

          ถ้าคอลเลคชั่นเสื้อผ้าผู้ชายล่าสุดของเธอซึ่งจัดที่ญี่ปุ่นแทนปารีสเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษเป็นดั่งสัญญาณควันจากที่ไกล บางทีอาจจะมีข้อความให้ค้นหาในรอยตะเข็บที่ผ่านการเย็บอย่างชาญฉลาด เหล่านายแบบที่ยืนอยู่หน้าภาพโปรเจ็คชั่นภูมิทัศน์จากฝีมือ Alberto Bitar ช่างภาพวารสารชาวบราซิล ที่ภาพซอฟต์โฟกัสของสถานที่ไกลๆถ่ายผ่านมุมกล้องที่มีโพรงนำสายตา แสดงให้เห็นถึงพื้นที่ซึ่งเปิดโอกาสให้เราหลบหนีจากความจริง อันหาได้ยากในช่วงเวลาปัจจุบัน

          นายแบบแต่ละคนสวมสูทแบบ razor-cut บางคนสวมกางเกงขาเรียว คนอื่นสวมเสื้อทรงเหลี่ยมเข้ากับกางเกงขาสั้นและกระโปรง และแต่ละชุดมีสีเงินหรือความแวววาวจากการตกแต่งจากวัสดุเมทัลลิค

 

 

         โดยปกติแล้วทันทีที่เห็นสีเงินบนแคทวอล์คมักจะชวนให้เข้าใจผิด คิดถึงผลงานแนวโลกอนาคตที่แสนซ้ำซากจำเจ (ดีไซน์เนอร์คนอื่นที่ไม่ใช่เรย์ คาวาคูโบะ มักจะชอบทำงานแบบทื่อๆและเรื่อยๆ เฉื่อยๆ) ซึ่งผลงานของเธอไม่ใช่แบบนั้น เธอกล่าวว่า

          “มันคือความปรารถนาของฉัน ที่ความแข็งแกร่งของโลหะ ความแข็งแกร่งที่ไม่อ่อนให้กับแรงกดดันหรือการใช้กำลัง และความแข็งแกร่งที่จะมอบความหวังที่จำเป็นต่อเราในการก้าวผ่านความยากลำบากทั้งหลายที่เผชิญอยู่ ความแข็งแกร่งทั้งหมดจะทับซ้อนกันอยู่ในคอลเลคชั่นนี้”

          เธอเพิ่มเติมอีกว่าเธอใช้วัสดุที่เธอมักใช้ในการตกแต่งภายใน (ชวนให้นึกถึงโครงสร้างโลหะและการเทคอนกรีตของร้าน Dover Street Market) เป็นไปได้ว่าเธออาจยืมแนวความคิดมาจากชุดเกราะ ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายของผู้ชายที่ทำจากโลหะซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่สุด เป็นไปได้หรือไม่ว่าเรย์พยายามจะสร้างความรู้สึกของการปกป้อง หรือ การเป็นกระจกสะท้อนบางอย่าง ซึ่งนั่นก็แล้วแต่คุณจะคิด

          สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ในขณะที่ดีไซน์เนอร์เสื้อผ้าผู้ชายหลายคนต่อต้านข้อจำกัดของชุดสูทสองชั้นมาระยะหนึ่งแล้ว และต้องขอบคุณเรย์ที่ต่อสู้กับข้อจำกัดเหล่านี้มากว่า 40 ปี เธอมักจะหาวิธีการตั้งคำถามกับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดและไม่เหน็ดเหนื่อย เธอเคยพูดมาก่อนว่า

          “พื้นฐานของเสื้อผ้าขึ้นอยู่กับแฟชั่นผู้ชาย” ซึ่งในแนวความคิดนี้มีจุดชวนกดดันอยู่ สีโทนเรียบและการติดกระดุมที่ดูแข็งทื่อของชุดผู้ชาย ชุดสูทที่ดูเป็นทางการกับเสื้อสะอาดสะอ้าน และการต้องผูกเนคไทเพื่อความเหมาะสม ข้อจำกัดเหล่านี้เหมือนกับรอให้รูปแบบถูกทำลายลง

          ถึงแม้จะจริงที่ผู้ชายมักจะเลือกแต่งตัวตามยูนิฟอร์ม หรืออย่างน้อยแสดงถึงความเป็นชนชั้นเดียวกันผ่านการแต่งกาย แต่เรย์ได้ทำลายโครงสร้างความคิดเหล่านั้น เธอออกแบบกระโปรงสำหรับผู้ชายมานานแล้ว ก่อนที่เรื่องเพศสภาพจะเป็นที่พูดถึง การหยิบยืมรูปแบบและเอกลักษณ์ของชุดแต่งกายผู้หญิงและนำมาปรับบริบทให้เข้ากับชุดตามธรรมเนียมของผู้ชายได้อย่างมีศิลปะ เปลี่ยนให้สิ่งที่คุ้นเคยกลายเป็นของแปลกใหม่ เป็นชุดแต่งกายผู้ชายที่สามารถใช้ในสังคมได้ ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธแนวความคิดเดิมๆของข้อกำหนดการแต่งตัว ไม่ใช่ผลงานที่ดูแล้วชวนรำลึกถึง แต่เป็นผลงานที่ขี้เล่นและก้าวหน้า

          นั่นจึงอธิบายได้ว่าทำไมคุณมักจะเห็นลักษณะที่คล้ายกับเสื้อผ้าจริงๆ ในคอลเลคชั่นชุดผู้ชายของเธอ เมื่อเปรียบเทียบกับรันเวย์ของเธอที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนสรีระของเสื้อผ้าผู้หญิง เธอได้อธิบายเรื่องนี้ไว้เมื่อตอนต้นปีว่า

          “คนหนุ่มสมัยนี้มีพลังเยอะ พวกเขาพยายามแสดงความเป็นตัวเองผ่านทางสิ่งที่เขาใส่ เขาไม่สนใจว่าจะต้องทำงานล่วงเวลาเพื่อหาเงินมาซื้อเสื้อผ้าที่ชอบ ในทางตรงกันข้าม ฉันไม่แน่ใจเกี่ยวกับผู้หญิง ไม่รู้ว่าพวกเธอไม่รู้ว่าตัวเองอยากใส่อะไร หรือว่าพวกเธอไม่อยากดูแข็งแกร่ง ฉันรู้สึกหงุดหงิดกับพวกเธอ พวกเธอคิดว่าจะสามารถต่อสู้อย่างเงียบๆได้งั้นหรือ ฉันอยากให้พวกเธอแสดงความเป็นตัวเองผ่านสิ่งที่เธอใส่ และต่อสู้กับโลกนี้”

          คุณสามารถตีความคำพูดนั้นว่าเป็นการแถลงจุดยืนความเป็นสตรีนิยม จากคนที่ไม่เต็มใจจะถูกเรียกว่าเป็นแบบนั้น หรือไม่เต็มใจจะประกาศจุดยืนด้วยซ้ำ แต่กระนั้นก็ยังมีรูปแบบชุดแต่งกายผู้ชายที่เธอไม่อยากเข้าใกล้ มันไม่ใช่ความลับว่า เธอเกลียดชุดแนว Athleisure (มาจากคำว่า Athlete + Leisure คือเทรนด์ของการแต่งตัวในวันสบายๆ ด้วยลุคแบบนักกีฬา) ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นลุคประจำปี 2020 “ฉันเคยมองหาแล้วว่ามีอะไรน่าสนใจเกี่ยวกับมันไหม แต่ก็ไม่เจอ ดูเหมือนผู้คนจะหลงใหลชุดแบบนี้ แต่มันไม่ต่อต้านอะไรเลย ไม่มีจุดยืนอะไร” เธอกล่าว

 

Credit:

เขียนโดย Osman Ahmed

i-D the 40th Anniversary issue: Rei Kawakubo reflects on the strangest year in history