เล่าเรื่องเรย์ คาวาคูโบะ ผ่าน กอมม์ เดส์ การ์ซงส์

 

ENCENS นิตยสารที่นำเสนอเรื่องแฟชั่นในรูปแบบงานศิลปะจากมุมมองของดีไซเนอร์ที่เป็นยิ่งกว่าเทรนด์แฟชั่น โดยนิตย สารจะเก็บเรื่องของแบรนด์ทั้งภาพและข้อมูลจากอดีตมานำเสนอในรูปแบบใหม่ โดยผลิตปีละ 2 ฉบับ
ในฉบับที่ 42 ซึ่งเป็นฉบับที่ 2 ของปีค.ศ.2019 นิตยสารได้รวบรวมเรื่องราวของเรย์ คาวาคูโบะ และกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ มาบอกเล่าในหลากหลายรูปแบบ ได้แก่บทความ ข้อเขียนของคอลัมนิสต์ที่มีชื่อเสียงในช่วงปีค.ศ.1983-1990 ที่มีต่อแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น ผู้ได้รับการยอมรับว่าก้าวล้ำนำยุคและสร้างแรงกระเพื่อมสำคัญแก่วงการแฟชั่น รวมถึงบทสัมภาษณ์ของเรย์ซึ่งมีอยู่น้อยมาก
เริ่มต้นด้วยส่วนหนึ่งของหนังสือชื่อ Rei Kawakubo and COMME des GARCONS พิมพ์เมื่อปีค.ศ.1990 เขียนและเรียบเรียงโดย Deyan Sudjik หนึ่งในนักเขียนเพียงไม่กี่คนที่ได้รับความไว้วางใจจาก เรย์ คาวาคูโบะ ให้สัมภาษณ์และเขียนเรื่องของเธอ

เนื้อหาช่วงที่เลือกมาเล่าถึงการเปิดร้านกอมม์ เดส์ การ์ซงส์แห่งแรกในนิวยอร์คตั้งอยู่ที่ 117 Wooster Street  แม้ปัจจุบัน ร้านแห่งนี้จะปิดไปแล้ว  แต่ยังเป็นร้านในตำนานที่คนส่วนใหญ่รู้จัก อีกทั้งยังเคยเป็นหนึ่งในโลเกชั่นของภาพยนตร์เรื่องดังแห่งปี 1986 คือ 9 ½ weeks นำแสดงโดยมิกกี้ รูค และคิม บาซิงเจอร์  เป็นฉากที่ทั้งสองเข้าไปเลือกซื้อเสื้อผ้าในร้าน  กล้องเก็บบรรยากาศในร้านได้อย่างงดงาม  ตั้งแต่ภาพของนักแสดง พนักงานขายผู้มีภาพลักษณ์โดดเด่นด้วยทรงผม  ที่กำลังพับเสื้อผ้าด้วยท่าทางนุ่มนวล  การเคลื่อนไหวช้าๆของเธอเหมือนเกอิชากำลังทำงาน  ก่อนจะห่อเสื้อและบรรจงใส่ลงในถุงกระดาษ  กล้องจะแพนไปยังชั้นวางของที่มีรองเท้าวางอยู่เพียงคู่เดียว  ราวแขวนเสื้อผ้าที่เป็นเสื้อผ้าสีดำทั้งแถวและไม้แขวนเสื้อแต่ละอันเว้นจังหวะห่างกัน 10 เซ็นติเมตร  แสดงให้เห็นที่ว่างซึ่งจนบัดนี้ยังไม่มีใครทราบว่าทำไมผู้กำกับฯจึงเลือกร้านกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ เป็นหนึ่งในโลเกชั่นของเรื่อง

Diane Benson เจ้าของร้านสาขานี้ได้ให้สัมภาษณ์ THE NEW YORK TIMES ว่า เธอใช้เวลากว่า 1 ปี ในการติดต่อพูดคุยกับเจ้าของแบรนด์ทั้งทางโทรศัพท์และไปพบด้วยตนเองที่โตเกียวเพื่อให้เธอตอบรับมาเปิดร้านที่นิวยอร์ค

เมื่อทุกอย่างลงตัว เรย์ คาวาคูโบะ เป็นผู้เลือกที่จะเปิดร้านในย่านโซโหไม่ใช่ในห้างหรูอย่างบลูมมิ่งเดลส์ หรือบาร์นีย์ ที่สาวกแฟชั่นนิยมไปช้อปปิ้งกัน  ทำเลที่ตั้งร้านเป็นแหล่งรวมของผู้ที่ต้องการสร้างมิติใหม่ให้กับวงการศิลปะโดยไม่ทำลายจิต วิญญาณของถิ่นนั้น

เช่นเดียวกับร้านกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ที่นำเสนอภาพใหม่ๆ ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน  การตกแต่งร้านไม่มีจุดไหนที่จะดึงดูด ให้คนที่สนใจเสื้อผ้าเหลียวมอง  ร้านไม่มีพรมมีแต่พื้นปูนเปลือย  ไม่มีการจัดแสงให้สินค้าเด่น  วอลล์เปเปอร์บนผนังก็ถูกฉีกออก เหลือไว้เพียงกำแพงเปล่าๆ  พื้นที่ในร้านมีแผ่นโลหะดัดให้โค้งตั้งขวาง  ภายในแน่นไปด้วยเสื้อผ้าสีดำแขวนบนราวอย่างไม่สมดุล  แต่ภาพรวมทั้งหมดคือสิ่งที่ทำให้ทุกคนอยากมาเห็น

Jay Cocks นักเขียนของนิตยสารโว้คที่ได้รับมอบหมายให้ทำเรื่องร้านที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงนั้นถึงความล้ำยุค  แม้แต่ คนที่ยังไม่เคยไปเห็นก็ยังพูดถึงและยอมรับว่าไม่เคยได้ยินคำถาม หรืออุทานว่า นี่คืออะไร ๆ บ่อยเท่านี้มาก่อนในหนึ่งชั่วโมง

“ลูกค้าดูเหมือนสับสนและอยากรู้ พวกเขาดูด้วยตา สัมผัสด้วยมือ และดูอีกครั้ง ก่อนจะถอยห่างออกมาเพื่อดูรวมๆ ว่าสิ่ง ที่ดูซับซ้อนตรงหน้านั้นคืออะไร  ในขณะที่ห้องลองเสื้อขนาดใหญ่ห้องเดียวในร้าน  คนที่เข้าไปลองเสื้อต้องดูว่าจะสวมใส่เสื้อผ้าชิ้นนั้นอย่างไร”

Bernadine Morris จาก THE NEW YORK TIMES ได้ข้อสรุปว่า  แม้อะไรเดิมๆอาจจะถูกหัวเราะเยาะ  แต่ก็เป็นสิ่งที่มอง ข้ามไม่ได้อย่างเสื้อผ้าหลวมๆ แต่กลับมีพลังและแปลก  ดูเหมือนสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มาจากอีกวัฒนธรรม  แต่น่าจะมาจากดาวอีกดวงซึ่งไม่ สามารถให้คำอธิบายได้ตรงตามที่เห็น

ค.ศ.1973 เมื่อเรย์ คาวาคูโบะ ตัดสินใจทำเสื้อผ้าภายใต้ชื่อกอมม์ เดส์ การ์ซงส์  เธอไม่ลังเลที่จะต่อต้านเหล่าบายเออร์ที่มีนิสัยแย่ๆแบบเดิมๆ และไม่สนับสนุนให้คนเหล่านี้ซื้อเสื้อผ้าเธอไปตัดป้ายออกเพื่อติดชื่อแบรนด์ตัวเอง  โดยเธอมีภาพแบรนด์ของตัวเองชัดเจนในหัวแล้ว  เธอเข้าใจดีว่า กอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ไม่สามารถสรุปได้ด้วยความยาวของชายกระโปรง  แต่ด้วยความสามารถที่จะนำความลับของแบรนด์ไปสร้างให้เกิดเป็นมุมมองใหม่

“ฉันพยายามสะท้อนการเริ่มต้นไม่ใช่แค่ผ่านเสื้อผ้า แต่รวมถึงเครื่องประดับ โชว์ ร้าน และแม้กระทั่งออฟฟิศของฉัน  คุณต้องมองทุกอย่างเป็นภาพเดียวกัน  ไม่ใช่เพียงมองเพียงสิ่งที่สะท้อนออกมาผ่านตะเข็บและสีดำ”

นี่คือสิ่งที่เธอต้องการนำเสนอในโชว์บนเวทีที่ปารีส ในปีค.ศ.1982 ซึ่งทำให้ผู้ชมตะลึงไปกับเสื้อคลุมที่มีแขนเสื้อ 4 แขน และเสื้อสเวตเตอร์มีรู 

 

Karl  Lagerfeld ดีไซเนอร์ชื่อดังเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่กล้าพูดว่า “อนาคตจะถูกกำหนดโดยกอมม์  เดส์  การ์ซงส์”

ขอนำส่วนหนึ่งที่ Elsa Klensch ได้สัมภาษณ์เรย์ คาวาคูโบะ เพื่อพิมพ์ลงตีในนิตยสารโว้ค ฉบับวันที่ 1 สิงหาคม 1987 มาให้คุณได้รู้ที่มาของชื่อแบรนด์ และเหตุผลที่เธอใส่แต่เสื้อผ้าสีดำผ่านถ้อยคำของเธอ

เอลซ่า : “คุณตัดสินใจอย่างไรจึงเลือกชื่อ กอมม์ เดส์ การ์ซงส์”

เรย์ : “ฉันจำไม่ได้แน่นๆ ฉันรู้ว่าฉันอยากได้อะไรสักอย่างที่ยาว ฟังดูดี  แล้วทีมงานคนหนึ่งที่ทำงานกับฉันพูดขึ้นมาว่า

‘ถ้าเป็น กอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ล่ะ’  ฉันคิดว่า ทำไมจะไม่ได้ล่ะ”

เอลซ่า : “ชื่อนี้ฟังดูดีจริงๆ”

เรย์ : “ ฉันไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นดีไซเนอร์  นี่เป็นธุรกิจ เป็นกลุ่มคนที่ทำงานร่วมกัน  ฉันต้องการชื่อที่บ่งบอกความเป็นกลุ่มทั้งหมด”

เอลซ่า : “ปี ค.ศ.1981 ทำไมคุณจึงเริ่มต้นโชว์เสื้อผ้าที่ปารีส”

เรย์ : “ปี1980 เมื่อทั้งเสื้อผ้าผู้หญิงและผู้ชายออกมาดี  ฉันอยากขยายไปสู่ตลาดในต่างประเทศ และปารีสคือที่ที่ต้องมา โชว์  ฉันจัดโชว์คอลเล็คชั่นเล็กๆ ใช้นางแบบเพียง 6 คน ในห้องของโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล”

เอลซ่า : “คุณชอบใส่เสื้อผ้าสีดำเหมือนดีไซเนอร์ผู้หญิงดังๆอื่นๆอีกหลายคน อย่าง Sonie Rykeil เพราะมันง่ายหรือเปล่า”

เรย์ : “ฉันใส่สีดำในแบบที่ต่างไป  สีดำง่ายเพราะฉันชอบสีดำ”

ซึ่งเรื่องชื่อแบรนด์ เบอร์นาดีน มอริสส์ จากเดอะ นิว ยอร์ค ไทม์ส  ก็เคยตั้งคำถามว่าทำไมต้องเป็นชื่อฝรั่งเศส ในเมื่อ เสื้อผ้าไม่ได้มีส่วนไหนที่เป็นผู้หญิง  ซึ่งเรย์ คาวาคูโบะ ได้อธิบายว่า เสื้อผ้าถูกวางไว้ว่าต้องเป็นสีดำเหมือนเสื้อผ้าผู้ชาย  แต่ที่เธอบอกว่าสำคัญกว่านั้น  คือเธอชอบเสียงของคำภาษาฝรั่งเศส

นอกจากนี้ เรย์ คาวาคูโบะ ยังเคยให้สัมภาษณ์ THE NEW YORK TIMES  เมื่อ 15 มีนาคม ค.ศ.1983 เรื่องการทำงานไว้ว่า

“คงน่าเบื่อถ้าทุกสิ่งทำเสร็จได้ง่ายๆ จริงมั้ย

เมื่อฉันทำงาน ฉันคิดเรื่องความตื่นเต้นของความสำเร็จ หลังจากที่ได้ทุ่มเททำงานหนัก และผ่านความเจ็บปวดมา”

ปีต่อมา ในนิตยสาร NEW FASHION JAPAN  เรย์ คาวาคูโบะ พูดถึงเสื้อผ้าของเธอว่า

“เสื้อผ้านั้นต้องสวมใส่และขายให้กับคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น  นั่นคือความแตกต่างระหว่างการเป็นจิตรกร หรือประติมากร และนักออกแบบเสื้อผ้าที่ทำงานเชิงพาณิชย์ได้ 

โชคไม่ดีที่หลายคอลเล็คชั่นของฉันตั้งใจที่จะให้ความสนใจกับแนวคิดไม่กี่อย่าง  แต่นี่ก็เป็นปัญหาของการงานทำเพื่อการ ค้า  ฉันพยายามที่จะทำงานให้หลากหลาย แต่ทำไม่ได้  นั่นไม่ใช่ทางของฉัน

ฉันไม่ได้ออกแบบด้วยภาพของใครคนใดคนหนึ่ง หรือเพื่อรูปร่างแบบใดแบบหนึ่ง  ที่ฉันออกแบบคือวิถีชีวิต  ฉันออกแบบ เพื่อให้ผู้หญิงมีความมั่นใจ เราต้องแยกออกมาจากชุดเสื้อผ้าตามขนบธรรมเนียมเดิมๆ

ปี ค.ศ.1990 Georgina Howell นิตตยสารโว้ค ได้เขียนถึงเรย์ คาวาคูโบะอีกครั้งว่า ทศวรรษที่ 70 ทิ้งผู้หญิงให้จมอยู่กับ อารมณ์เศร้า  ทำให้พวกเธอตั้งคำถามว่าตัวเองเป็นใคร  ถ้าพวกเธอไม่ได้แต่งตัวเพื่อผู้ชายอีกต่อไป เธอจะแต่งตัวเพื่อตัวเองแบบไหน

คำถามเหล่านี้ได้รับการเฉลยในปีค.ศ.1983 เป็นคำตอบจากทางตะวันออก  ที่นำภาพอันน่าตื่นเต้นผ่านการนำเสนอใน แบบรูปแบบงานกราฟฟิกสีดำ และการพับเสื้อผ้าแบบออริกามิ   ด้วยเนื้อผ้ามีน้ำหนักเบา  สบาย ดูไม่มาก ไม่ต่อต้านแฟชั่น  เข้ามาสู่วงการ

 

“ใครอยากจะเปลี่ยนลุคทุกฤดูกาล” เป็นคำถามของผู้หญิงที่ถูกใจกับเสื้อผ้าที่เรย์ คาวาคูโบะนำเสนอ

และเธอก็มีคำตอบจากผู้ออกแบบเองว่า

“นั่นไม่ใช่ฉันแน่นอน”

Christopher Petkanas เป็นสื่อมวลชนอีกคนที่พูดถึงกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ในนิตยสาร WOMEN’S WEAR DAILY  ฉบับ 17 ธันวาคม 1983 ไว้ได้น่าสนใจว่า

“จริงๆเพื่อให้เข้าใจเสื้อผ้า จำเป็นต้องได้สัมผัส เฝ้าสังเกต หรือถ้าพูดให้ตรงจุดคือต้องได้ลองใส่”

จะเห็นได้ว่าเสื้อผ้าของกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ได้สะท้อนแนวคิด การทำงานตลอด 50 ปี ของเรย์ คาวาคูโบะ ได้อย่างแจ่มชัดและบอกเล่าเรื่องราวของเสื้อผ้าที่ไม่เหมือนใครให้ผู้ที่พร้อมเปิดใจสัมผัสได้รู้จัก