Exclusive Interview : New Bunnag

 

ถ้าถามว่าในเมืองไทย ใครคือแฟนตัวจริงของกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ บ้าง ชื่อของคุณนิว บุนนาค  (New Bunnag) ต้องขึ้นมาเป็นชื่อแรกๆแน่นอน เพราะความรักความผูกพันต่อแบรนด์นี้บ่มเพาะมาตั้งแต่เขายังเป็นเด็กวัยไม่ถึงสิบขวบจวบจนวันนี้

“จริงๆต้องบอกว่า กอมม์ เดส์ การ์ซงส์ เข้ามาในครอบครัวเราตั้งแต่ก่อนนิวเกิด เพราะคุณแม่ซื้อเสื้อเชิ้ตของกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ตั้งแต่สมัยที่ร้านโดม่อนนำเข้ามา ซึ่งนิวมารู้จักจริงๆตอนโตขึ้นมานิดหนึ่งแล้ว ช่วงนั้นคุณพ่อคุณแม่จะพาไปฮ่องกงบ่อย แล้วคุณแม่จะซื้อเสื้อผ้าแบรนด์ญี่ปุ่นที่ Joyce เป็นประจำ

​นิวจำได้ว่าพอนิวเดินเข้าไปในร้านจะมีกลิ่นอะไรสักอย่างเหมือนน้ำหอมที่ทำให้เราสนใจ ปรากฏว่าพอเดินตามกลิ่นไป กลับเจอเป็นขวดเหมือนก้อนหินซึ่งปกติน้ำหอมจะเป็นขวดตั้ง แต่อันนี้เป็นขวดแบนๆ ไปจับดูก็ชอบว่ารูปทรงน่ารักดี และพอรู้ว่าเป็นน้ำหอมกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ รุ่นแรก นิวเลยถามคนขายว่า มีอะไรอย่างอื่นอีกมั้ยที่เป็นแบรนด์นี้ เขาก็ชี้ไปที่ราวเสื้อผ้า นิวเลยเดินเข้าไปดู พอเจอปั๊บเกิดความรู้สึกถูกชะตา เพราะเมื่อก่อนยุค 80 ปลายๆ ต้นๆ 90 เสื้อผ้าจะเป็นสีดำ น้ำตาล เทา แต่กอมม์ เดส์ การ์ซงส์ช่วงนั้นจะเป็นสีสันแล้ว

​และนิวไปเห็นรองเท้าเป็นลายริ้วๆสีดำเหลือง เป็นของ Homme Plus Collection ประมาณปี 1996 เลยซื้อมาทั้งๆที่ตัวเองยังเด็กอยู่ใส่ไม่ได้ แต่บอกคุณแม่ว่าขอซื้อเอาไว้ใส่ตอนโต แล้วมีเสื้อเชิร์ตลายตัวหนึ่งวาดเป็นรูปรถยนต์การ์ตูน เห็นแล้วอยากจะใส่ตัวนี้แต่ก็ใหญ่เกินไปสำหรับตัวเองเหมือนกัน เลยคิดว่าจะเอาไว้ใส่ตอนโตแล้วกัน”

ความสนใจกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ของคุณนิวซาไปพักหนึ่งด้วยวัย จนกระทั่งวันที่ได้มาเจอกับแบรนด์นี้อีกครั้ง ความรู้สึกเดิมก็กลับมาอีกครั้ง ​

“มีร้าน Comme Shirt มาเปิดที่เกษร แล้วเราเป็นคนที่ไปซื้อของกับคุณแม่ตั้งแต่เด็ก วิ่งเล่นในร้านต่างๆมาโดยตลอด พอเห็นร้านนี้ก็รู้สึกว่าทำไมร้านแคบจัง แต่จำได้ว่าเป็นร้านสีฟ้า มีตัวหนังสือ Comme des Garcons Shirt อยู่ นิวเห็นแล้วรู้สึกชอบดาวที่อยู่ใต้ตัวซีมากเลยเข้าไปจับ ไปดู แล้วไปดูเสื้อซึ่งดูราคาแล้วแพงมาก แถมตัวค่อนข้างใหญ่ แต่ก็รบเร้าคุณพ่อให้ซื้อ เพราะคิดว่าตัวเองใส่ไม่ได้ก็ให้คุณพ่อใส่ วันนั้นเลยซื้อมาบางตัวให้คุณพ่อใส่แทน แล้วเราก็เป็นลูกค้ากอมม์มาตั้งแต่ตอนนั้น โดยที่ตัวเองก็ยังใส่เสื้อผ้าตามวัย ตอนนั้นจะเป็น Benetton Esprit Moschino เพราะนิวชอบใส่อะไรง่ายๆ เป็นพวกเสื้อยืด แต่จะมีแนวการแต่งตัวของตัวเองมาตั้งแต่เด็กแล้ว ชอบสีสัน ชอบรายละเอียดในเสื้อผ้า ชอบแต่งตัวเป็นเด็ก ใส่อะไรที่เป็นการ์ตูนเหมือนเด็กญี่ปุ่น”

เมื่อยังไม่ได้ใช้เสื้อผ้า ความสนใจของคุณนิวจึงไม่จำกัดและครอบคลุมทุกอย่างที่เป็นแบรนด์นี้

​“พอนิวรู้จักก็เริ่มศึกษาเรื่องของเขามากขึ้น นิวสนใจเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ ที่เขาใช้ในร้าน เลยพยายามหาข้อมูลต่างๆ จุดเริ่มต้นหนึ่งคือการไปที่ร้าน Joyce ที่เพิ่งมาเปิดที่กรุงเทพฯตรงชิดลม นิวเลยได้เห็นคอลเล็คชั่นที่เป็นลายเส้นดอกไม้ แล้วพยายามรบเร้าให้คุณแม่ซื้อ แต่ไซส์มันเล็กไปสำหรับคุณแม่เราเลยไม่ได้ซื้อคอลเลคชั่นนั้น แต่ก็ติดตามเขามาเรื่อยๆ พยายามดูงานออกแบบ งานตกแต่งร้านของเขา เพราะจริงๆนิวชอบเรื่องการออกแบบ ไม่ค่อยแฟชั่นสักเท่าไหร่ แต่เพราะเราอยู่กับคุณแม่มา อยู่กับเรื่องงานดีไซน์ เรื่องแฟชั่นมาตลอด พอโตมาเลยเรียนด้านนี้

อย่างไปปารีสกับคุณแม่ก็ได้ไปร้านกอมม์ที่โฟร์บูร์ก ร้านสวยมาก เป็นสีแดงทั้งหมด ก็ไปถ่ายรูป ชอบเคาน์เตอร์ที่เป็นก้อนสี่เหลี่ยมเหมือนชีสที่ตัดแล้วและมีที่นั่งหมุนได้ ทุกอย่างตรงกับความชอบของเราหมดเลย ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่มีความเป็นยูนิเวิร์สของเขาอยู่ในนั้น จนช่วงที่นิวไปเรียนที่อังกฤษก็ยังติดตามเขา เพราะเป็นเหมือนสิ่งที่อยู่ในชีวิตเรามาตลอดโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจให้เป็น นิวไปช้อปปิ้งกอมม์ที่ร้านของบราวน์ส และเป็นลูกค้าที่นั่น พอมีโดเวอร์ สตรีท เขาก็ส่งบัตรเชิญมาเชิญนิวไปงานเปิดร้าน นิวก็ตามไปเป็นลูกค้าที่โดเวอร์ สตรีท ซื้อของเขาพอสมควร ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋าของกอมม์ แล้วก็ซื้อแบรนด์ต่างๆที่อยู่ในนั้น พวกอิดิชั่นที่เป็นของเขา ซื้อหนังสือ ซื้อทุกอย่าง

คนขายในร้านนิวรู้จักกันมาตั้งแต่ที่ร้านเก่าบนถนน Brook Street แล้วเขาก็ย้ายมาทำงานที่นี่ จนกระทั่งวันหนึ่งนิวเรียนจบกำลังจะกลับ ก็แวะไปที่ร้าน ผู้จัดการร้านมาบอกว่า “คุณเอเดรียน จอฟฟ์ (Adrian Joffe) อยู่ในร้าน ยูอยากจะไปเซย์ ไฮ มั้ย?” ตอนนั้นนิวก็งงว่า คุณเอเดรียนนี่เป็นใคร แต่ก็ไปพบเขา แล้วพอดีนิวมีทีเชิร์ตที่นิวทำเอง ทำขาย ติดไปจะให้พวกคนขายเป็นของขวัญก่อนจะกลับเมืองไทย เลยได้ให้คุณเอเดรียนพอดี พอรับไปเขาก็ถามว่าตัวการ์ตูนของเราชื่ออะไร เราตอบไม่ได้เพราะไม่ได้ตั้งชื่อ แล้วเราก็งงๆอยู่ ผู้จัดการแนะนำว่านิวเป็นลูกค้ากอมม์เดส์ การ์ซงส์มานาน คุยกันพักเดียว พอจะกลับเขาก็โบกมือบ๊ายบายนิว ไม่ได้ทำ ตัวเหินห่าง ทุกอย่างเป็นธรรมชาติมาก”

คุณเอเดรียน จอฟฟ์ คือซีอีโอของกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ที่คุณนิวคิดว่าได้รู้จักและทักทายเพียงแค่ครั้งเดียวก็ดีใจแล้ว ​“หลังจากนิวกลับมาอยู่กรุงเทพฯสักพักหนึ่ง  ผู้จัดการร้านก็อีเมลมาหานิว บอกว่าคุณเอเดรียนจะมาเมืองไทย เขาไม่รู้จักใคร อยากให้นิวช่วยเทคแคร์ ตอนนั้นนิวคิดว่าเป็นไปได้ยังไงเพราะเราก็ยังเด็กมาก จะไปช่วยอะไรเขาได้ ปรากฏว่าพอถึงเวลา ผู้จัดการที่ลอนดอนโทรศัพท์มาที่มือถือนิวที่กรุงเทพฯ บอกว่าตอนนี้คุณเอเดรียนอยู่ที่โฟร์ ซีซั่นส์ เขามีเวลา 10 นาที ให้นิวไปพบ นิวกับคุณพ่อคุณแม่กำลังจะออกไปข้างนอกก็เลี้ยวรถไปโฟร์ ซีซันส์ ทันที เขาบอกนิวว่ากำลังจะทำคอลเลคชั่นของ SHIRT ออทั่ม วินเทอร์ 2006 เขาต้องการหาผ้าไทยไปใช้ในการทำงาน วันรุ่งขึ้นนิวก็พาเขาไปหาวัตถุดิบ งานนี้เขาบินไปบินมา 2 รอบ นิวได้พาเขาไปทั้ง 2 รอบ จนคอลเลคชั่นนี้ทำออกมาขาย ตอนนั้นนิวดีใจปนแปลกใจมากว่าเราไปมีส่วนร่วมได้ยังไง ทั้งๆที่เราไม่ได้ทำแฟชั่นดีไซน์ แต่เราทำโปรดักดีไซน์ งานนี้เหมือนเราได้ฝึกงานกับประธานของกอมม์ เดส์ การ์ซงส์เลย ได้คุยแลกเปลี่ยนอะไรกันเยอะ ทั้งเรื่องงาน เรื่องทั่วไป พูดเรื่องตลกๆกัน เป็นอะไรที่เขาเอ็นดูเรา แล้วเราเข้ากันได้ดีมาก”

ด้วยเคมีที่เข้ากันและคุณเอเดรียนรู้ดีว่าคุณนิวคือแฟนที่มีดีเอ็นเอของกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ในตัวจริงๆ จึงเสนออีกหนึ่ง โปรเจ็คท์ให้คุณนิวได้ร่วมงาน

​“พอดีแคมเปญโกลเด้นวีคของญี่ปุ่น ช่วงปี 2009 เขาจะทำกระเป๋าชาวเขาลีซอ หรือ Lisu Bag เขาก็ติดต่อมาอีก แต่คราวนี้ไม่เหมือนเก่าตรงที่เขาอยากให้เรามีส่วนในการไปคุมช่าง เพื่อที่จะออกแบบกระเป๋าคอลเลคชั่นนี้ ซึ่งธรรมดาจะมีปอมปอมน้อย แต่ของเขาจะต้องเพิ่มให้เยอะขึ้น แล้วสายก็ทำให้หนาขึ้น เป็นเรื่องที่เราได้รับผิดชอบ ติดต่อทำงานกับชาวเขา กับทางโตเกียวที่ทำงานแยกกับทางฝรั่งเศส นิวได้คุยกับทางโพรดักชั่นของเขาจนสำเร็จออกมาเป็นหนึ่งในสี่ประเทศที่เขาทำกระเป๋าออกมา ​นี่เป็นสิ่งที่นิวภูมิใจว่าจากที่เราติดตามชื่นชมผลงานของเขา เป็นลูกค้าเขา เราได้มามีส่วนในการทำงาน ถึงแม้งานของเราจะยังไม่ได้ไปอยู่ตรงนั้นจริงๆ แต่การได้เป็นส่วนหนึ่งในทีมการทำงานนี่ก็ที่สุดแล้ว”

แต่ที่ทำให้คุณนิวมีความสุขที่สุดคือการได้พบกับดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์กอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ที่เขาชื่นชม

“นิวได้เจอกับคุณเรย์ คาวาคูโบะ เป็นครั้งแรก ตอนที่เขามาเปิดร้านกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ที่กรุงเทพฯ ในปี 2010 ตอนนั้นนิวแค่ตั้งใจจะเอาขนมไปให้เขา เพราะเคยให้มะม่วงกวน ลูกหยีไปแล้วเขาชอบ คุณเอเดรียนให้นิวไปพบที่อินเตอร์คอนติเนนตัล แล้วตอนนั้นเขามีผู้ติดตามเขามา 2 คน เป็นคนทำเรื่องการจัดร้าน พอไปเจอกันคุณเอเดรียนก็บอกว่า คุณเรย์ติดคิวสัมภาษณ์นิตยสารอยู่ นิวช่วยเทคแคร์ผู้ช่วยเขาก่อนได้มั้ย ขอให้พาไปเที่ยวรอบๆกรุงเทพฯก่อน นิวเลยพาเขาไปแถวสยาม ไปพารากอน ไปวัดปทุม แล้วก็กลับไปโรงแรม นิวได้พบกับคุณเรย์ที่คอฟฟี่ ช็อป วันนั้นมีแค่คุณเรย์ คุณเอเดรียน ผู้ติดตามเขา 2 คนแล้วก็นิว แค่นั้นจริงๆ จำได้ว่า คุณเรย์ดื่มกาแฟธรรมดาๆ แล้วเราก็นั่งคุยกัน เขาถามนิวว่าชอบแบรนด์เขามาตั้งแต่เมื่อไหร่ อะไรยังไง ซึ่งนิวสามารถตอบได้หมด เพราะว่าเป็นแฟนคลับเขา แล้ววันนั้นนิวใส่เสื้อผ้าของเขาทั้งชุด คือตอบได้จนคุณเอเดรียนยังแซวว่า ตอบได้มากกว่าตัวเขาอีก พอเขาพูดถึงอะไร นิวก็บอกว่านิวมีแล้วๆ นิวบอกเขาว่าตอนนี้อะไรที่นิวซื้อได้นิวก็ซื้อ ยอมเป็นทาสกอมม์ (หัวเราะ)​

​นิวว่าตอนแรกคุณเรย์ก็ดูจะงงๆกับนิวเหมือนกันนะ ซึ่งปกติเขาจะไม่ค่อยยอมเจอใครนอกจากเอดิเตอร์ที่เขาสนิท วันนั้นเขาขอบคุณนิวที่เป็นลูกค้าเขามาตลอด บอกว่านิวมีอะไรที่น่าสนใจ ก่อนจะเช็คแฮนด์ลากัน

​หลังจากนั้นนิวก็ทักทายทางอีเมลคุณเอเดรียนบ้าง ส่งการ์ด ส่งขนมไปให้บ้าง เขามาเมืองไทยก็ได้ไปทานข้าวกับคุณพ่อ คุณแม่นิวด้วย ทุกอย่างนี่เหมือนเรื่องเหนือจริง แต่เราซื้อของเขาเพราะว่าเราชอบของเขาโดยบริสุทธิ์ใจ และซื่อสัตย์กับตรงนี้มาโดยตลอด จนทำให้ครั้งหนึ่งเราได้เข้าไปอยู่ตรงนั้น ได้รู้จักกับเขา”

สำหรับเหตุผลที่ทำให้คุณนิวชอบแบรนด์นี้ เป็นอะไรที่ง่ายๆ  ตรงไปตรงมา

“นิวซื้อเสื้อผ้ากอมม์เพราะว่านิวชอบแต่งตัวเป็นเด็กผู้ชายซึ่งก็ตรงกับชื่อแบรนด์ของเขา แล้วนิวเป็นคนชอบสีสัน เขาก็ทำสีสวย นิวชอบเนื้อผ้าของเขาที่ใช้ผ้าคอตต้อนที่ดีในการตัดเย็บ ชอบเสื้อเชิ้ตเขาที่ตัดอย่างดี made in France การตัดเย็บเชิ้ตจะดีมาก เป๊ะ เนี้ยบทุกอย่าง  ตอนหลังนิวจะชอบ Homme Plus ที่เป็นงานครีเอทด้วย นิวจะซื้อของเขาเรื่อยๆ ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า แล้วใช้ในชีวิตประจำวัน เหมือนเราไปไหนแต่งตัวอะไรก็ต้องมีกอมม์อยู่ด้วยเสมอ อย่างรองเท้าของเขาดูเหมือนวัสดุที่ใช้จะใส่ไม่สบาย แต่จริงๆเป็นรองเท้าที่ใส่สบายมาก ไม่กัดเลย แล้วกระเป๋าที่ดูธรรมดาแต่มีอะไร นิวชอบความธรรมดาแต่ไม่ธรรมดาแบบนี้ วัสดุที่ใช้เหมือนเขาต่อต้านความลักชัวรี่ แอนตี้ความหรูหรา มีความกบฎ เหมือนเขาเป็นนักสู้ นิวชอบอารมณ์แบบนั้น ​คือเราชอบแต่งตัวเป็นเด็ก เราชอบแต่งตัวน่ารัก แต่เราเลือกใช้ของดี ซึ่งคุณเอเดรียนเคยบอกนิวว่า คุณเรย์ชอบอะไรที่สตรอง แล้วสำหรับเขาความน่ารักก็เป็นความสตรองได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องดาร์ก ตลอดเวลา เขาก็เอาคำว่าน่ารักกับสตรองมาผสมกันออกมาได้อย่างลงตัว

​นิวชอบความเป็นการ์ตูน ซึ่งการ์ตูนของเขามีความสตรองมากกว่าอะไรที่เฮฟวี่ เขาไม่กลัวที่จะนำเสนอว่าผู้ชายไม่จำเป็นต้องแต่งตัวเซ็กซี่ เพราะคำว่าเซ็กซี่ของเขาเขาไม่ได้เห็นเหมือนแบรนด์ลักชัวรี่อื่นๆ เขาทรีตผู้ชายให้เป็นเหมือนเด็กผู้ชาย ซึ่งคนอาจจะงงว่าการแต่งตัวเหมือนเด็กผู้ชายในยุค 90 ที่มีขึ้นมานี่เป็นยังไง โดยเฉพาะเมืองไทยที่เห็นว่าเป็นเรื่องที่อ่อนแอ น่าหัวเราะ เป็นเด็ก ไม่ mature ซึ่งนิวก็แต่งแบบนั้นของนิวมาโดยตลอด แต่ตอนนี้เทรนด์มันก็มาทางนี้แล้ว เราเลยยิ่งรู้สึกว่าเขากล้าที่จะนำเสนอว่าผู้ชายไม่จำเป็นจะต้องแกร่ง เด็กก็สตรองได้ ความเป็นเด็กไม่ได้จำเป็นต้องเป็นด้านลบแต่เป็นด้านบวกได้ มีพลังของความเป็นเด็กได้ เขาต้องการให้เราได้เซเลเบรทความเป็นเด็กในตัวเราออกมา ซึ่งนิวชอบมาก

ส่วนเสื้อผ้าของผู้หญิงจะเป็นคอนเซ็ปท์มากกว่า แต่ก็ไม่หนีไปกว่ากันเท่าไหร่ ผู้หญิงจะใส่เอี๊ยม ใส่เสื้อคอบัว รองเท้าผ้าใบ คำว่าลักชัวรี่ของเขาน่าจะเป็นที่สมองมากกว่าสิ่งที่มองเห็น ทุกวันนี้นิวยังซื้อเสื้อผ้าของเขา ชอบกางเกงเขาที่ทำเป็นยางยืด ทำให้เราใส่ได้ตลอดเพราะนิวชอบอะไรที่สบายๆ กางเกงห้าส่วน ทรงเป้ายาน นิวว่าเสื้อผ้าของเขาใส่ได้จริง ตัดเย็บดี ไม่ขาดง่าย โดยเฉพาะสำหรับคนไฮเปอร์อย่างนิวที่อยู่ไม่นิ่ง 

​อีกเหตุผลที่นิวซื้อเสื้อผ้ากอมม์มาโดยตลอด เพราะเขาทำแฟชั่นให้เป็นไทม์เลส แฟชั่นไม่มีกาลเวลา นิวสามารถใส่ได้ตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น วัยกลางคน จนแก่ เสื้อผ้าที่ซื้อมาอาจจะแพง แต่จริงๆแล้วสามารถเอากลับมาใส่เมื่อไหร่ก็ได้เพราะเป็นงานอาร์ต มีความเป็นตัวของตัวเองชัดเจนตลอดมา”

สิ่งที่คุณนิวเล่าให้เราฟังนั้นยิ่งตอกย้ำความเป็น กอมม์ เดส์ การ์ซงส์ เลิฟเวอร์ ของเขาได้อย่างไม่มีใครปฏิเสธได้