Asymmetric Steez

“Art is a passive and sold to a person. Whereas  fashion  should invite participation”

สำหรับ เรย์ คาวาคูโบะ ดีไซเนอร์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ กอมม์ เดส์ การซงส์  ศิลปะสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อขายให้กับผู้ที่สนใจ  ส่วนแฟชั่น คือสิ่งที่เชิญชวนให้ผู้สนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการทำให้งานสร้างสรรค์นั้นน่าสนใจ  ซึ่งเธอได้ยึดแนวคิดนี้มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งแบรนด์ในปี 1969 และได้ตั้งเป็นบริษัทในญี่ป่นเมื่อปี 1973  โดยเริ่มต้นที่คอลเลคเลคชั่นเสื้อผ้าสตรีที่เป็นสีดำ และทันทีที่เปิดตัวกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ กลายเป็นเสื้อผ้าที่ขายดี  เป็นที่จดจำของผู้หลงใหลแฟชั่นในชั่วข้ามคืน  สีดำของเธอกลายสีประจำตัวแบรนด์ที่เรย์ได้พยายามคิดบริบทใหม่ให้กับสีอมตะนี้อย่างต่อเนื่อง ดังที่เธอเคยกล่าวไว้ว่า

“ ฉันต้องการค้นหาสีดำของวันพรุ่งนี้”

ปัจจัยที่ทำให้ กอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ประสบความสำเร็จตั้งแต่ก้าวแรก  คือการออกแบบที่เปี่ยมด้วยจินตนาการและพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่ไม่เหมือนใครในยุคนั้น  จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นแบรนด์ขบถที่ก้าวล้ำนำหน้ามาจนทุกวันนี้  ซึ่งในการออกแบบจะมีหลักสำคัญที่กลาย เป็นดีเอ็นเอของแบรนด์คือ Freedom & Independence & Creativity หรือความมีอิสระ  การไม่ยึดติดกับขนบและกฎเกณฑ์ สามารถสร้างสรรค์ได้เต็มที่  ไม่ตามกระแสใดๆ หรือมองว่าใครทำอะไรกันอยู่  แต่ทำหน้าที่ของตัวเองในการค้นหานวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการออกแบบ และผลิตเสื้อผ้าซึ่งในวงการแฟชั่นไม่ค่อยมีใครทำแบบนี้

ด้วยความคิดที่สร้างสรรค์โดยไร้กรอบ ไม่มีขอบเขต  ทำให้เสื้อผ้าของกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ เกิดจุดเด่นข้อหนึ่งจนกลายเป็นอีกหนึ่งดีเอ็นเอที่มองเห็นด้วยตาอย่างชัดเจนของแบรนด์คือ  Asymmetry  หรือการทำออกแบบเสื้อผ้าที่อสมสาตร  แบบเสื้อผ้าที่ไม่มีอะไรตายตัว  เสื้อตัวหนึ่งสามารถมีแขนเสื้อได้มากกว่า 2 ข้าง  แขนเสื้อสั้นยาวไม่เท่ากัน  บางแบบก็ไม่มีแขนด้วยซ้ำ  ด้านหน้าของเสื้อผ้า กลายเป็นด้านหลังได้  ความสั้นยาว หน้าหลัง หรือซ้ายขวาของตัวเสื้อไม่เท่ากัน  การตัดเย็บ 2 ด้านที่ไม่เหมือนกัน  การใช้ผ้าที่แตกต่าง   รูปแบบเสื้อผ้าอาจจะดูไร้รูป ไม่เป็นทรง  แต่ทั้งหมดนั้นเป็นความไม่สมดุลที่ลงตัว  สามารถสวมใส่ออกมาดูดีได้

นี่คือหัวใจของการทำงานที่ทำให้เกิดส่วนผสมที่ลงตัวของเสื้อผ้า ศิลปะ และนวัตกรรม

การเปิดตัวของแบรนด์ในงานแฟชั่นโชว์ที่ปารีสเมื่อปี ค.ศ.1982  เหมือนการวางระเบิดให้กับวงการแฟชั่น  เพราะเรย์ คาวาคูโบะ และกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ได้ทำลายกฎทุกอย่าง  ผู้คนยังจดจำเสื้อ 3 แขนบนรันเวย์คอลเล็คชั่นฤดูใบไม้ผลิ 1997 ได้ดี  ผลงานของเธอ มักเป็นที่พูดถึงเสมอในเรื่องของความไม่สมดุล  การสวมใส่ได้จริง  ซึ่งเรย์ไม่ได้สนใจคำวิพากษ์วิจารณ์  แต่เดินหน้าทำงานของเธอ ต่อไปไม่หยุด เธอเคยกล่าวว่า

“ฉันไม่เคยจำกัดขอบเขตงานของฉัน”

และตอกย้ำความคิดนั้นให้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ  เมื่อเธอได้ยินใครพูดว่า

‘คุณจะสวมชุดนั้นไปไหน’ หรือ ‘มันไม่สามารถใช้ได้บ่อยๆ’ หรือ ‘ใครจะใส่ชุดนั้น’ 

สำหรับเรย์นั่นเป็นเพียงการสะท้อนความคิดว่าบางคนที่พลาด  ไม่เข้าใจประเด็นที่เธอกำลังนำเสนอ  เพราะงานของเธอไม่เกี่ยวกับการทำเสื้อผ้า หรือแค่ฟังก์ชั่น  แต่เป็นการสร้างบางอย่างสำหรับร่างกายที่มีการเชื่อมโยงทางความคิดและความเป็นมนุษย์

ด้วยแนวคิดในการทำงานที่ชัดเจน และมุ่งพัฒนาในทุกรายละเอียด  งานออกแบบของเรย์จึงไม่เหมือนใครและล้ำหน้าเสมอ 

เพราะเธอย้ำเสมอว่าอยากตั้งใจทำสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน  และแน่นอนว่าต้องมีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้  ไม่ใช่หลุดโลกจนใส่ไม่ได้  แม้รูปแบบการออกแบบจะดูเสมือนงานศิลปะ  แต่การทำเสื้อผ้าให้เป็นงานศิลปะไม่ใช่ความตั้งใจของเธอเลย  ความพยายามทั้งหมดของเธอนั้นมุ่งไปที่การสร้างรูปแบบใหม่ให้กับเสื้อผ้าที่ไม่เคยเห็นมาก่อนต่างหาก

งานออกแบบของเธอจึงเป็นเหมือนงานทดลองที่มักได้ผลงานเหนือความคาดหมายของผู้คน  ผู้หญิงผู้ชายสามารถสวมใส่ เสื้อผ้าของกันและกันได้  ชุดเสื้อผ้าที่มองแล้วไม่รู้ว่าจะใส่อย่างไร  ชุดที่พอง มีขนาด และมีน้ำหนักมากๆของเธอเมื่ออยู่บนตัวคนแล้ว  ทุกคนต้องร้องว้าว และตั้งคำถามว่าคิดได้อย่างไร

ความอสมมาตรหรือความไม่เท่ากันที่เราเห็นในเสื้อผ้ากอมม์ เดส์ การ์ซงส์  จึงเป็นตัวอย่างของการคิดนอกกรอบอย่างอิสระ  ไม่ยึดอยู่กับรูปแบบเดิม หรือสิ่งที่เคยเห็น  จึงทำให้อะไรที่ไม่เท่ากันเป็นอีกหนึ่งหัวใจหลักในการออกแบบเสื้อผ้ากอมม์ เดส์ การ์ซงส์  จนกลายเป็นลายเซ็นของ เรย์ คาวาคูโบะไปแล้ว