แก่นสำคัญ 7 ประการ บนเส้นทางการทำงานของ เรย์ คาวาคูโบะ

 

                       ระยะเวลาเกือบ 5 ทศวรรษกับการทำงานของดีไซเนอร์  ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถรักษาจิตวิญญาณในการทำงานออกแบบของตัวเองไว้ได้  เพราะการยืนหยัดนั้นต้องต้านกับกระแสการเปลี่ยนแปลงในวงการแฟชั่นที่เกิดขึ้นตลอดเวลา

                แต่สำหรับดีไซเนอร์หญิงชาวญี่ปุ่น เรย์ คาวาคูโบะ  ที่เริ่มสร้างแบรนด์กอมม์ เดส์ การ์ซงส์จากความเชื่อที่ว่า ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องสวมใส่เสื้อผ้าเข้ารูป  ไม่จำเป็นต้องใส่รองเท้าส้นสูง  และความสวยของผู้หญิงนั้นอยู่เหนือข้อจำกัดทางสรีระ  และเธอก็ยึดถือความเชื่อนี้เป็นสาระสำคัญในการทำงานไม่เคยเปลี่ยน  จนสร้างแบรนด์ที่แกร่งและมีเอกลักษณ์ได้สำเร็จ

                วันนี้ ความเชื่อ ความคิด การออกแบบหลายอย่างของเรย์ส่งอิทธิพลต่อวงการแฟชั่น  จนมีการรวบรวมแก่นสำคัญบน เส้นทางการทำงานของเธอออกมาได้ 7 ประการ

 

Black Isn’t Just a Color-It’s an Entire Palette

Art of the In-Between held at The Metropolitan Museum of Art for the annual 2017 Costume Institute Benefit.

                สีดำไม่ได้เป็นเพียงแค่สีสีหนึ่ง  แต่คือจานสีสำหรับเรย์  ตั้งแต่เธอเริ่มเปิดตัวแบรนด์ครั้งแรกที่ปารีสในปีค.ศ.1980  เสื้อผ้าสีดำที่เธอออกแบบเป็นที่สะดุดตาผู้ชมจนกลายเป็นภาพติดตา  เช่นเดียวกับภาพเรย์ที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำเสมอ  แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเข้าใจว่าทำไมสีดำจึงเป็นจานสีของเธอ  เพราะเป็นสีดำที่เรย์ใช้มีความแตกต่างในหลากหลายเฉด

                เรย์อาจจะไม่ใช่ดีไซเนอร์คนแรกที่ใช้สีดำในการออกแบบเสื้อผ้า  เพราะคนแรกที่เปลี่ยนสีดำจากสีของการไว้ทุกข์ ความหม่นหมองให้กลายเป็นแฟชั่นตั้งแต่ทศวรรษที่ 20 คือโคโค่ ชาเนล และบัญญัติคำว่า Little Black Dress สำหรับชุดสีดำขึ้นมา  แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ทศวรรษ 80 สีสันที่สดสว่างกลับมามีบทบาทอีกครั้ง  เช่น สีชมพูสดใส สีเขียวเจิดจ้าของ โคลด มอนทาน่า และเธียรี่ มูแกลร์  สีเบจผสมกับสีเทา และสีน้ำเงินของ จิออร์จิโอ อาร์มานี่  แต่เรย์ยังคงเลือกใช้สีดำที่เธอต้องการสะท้อนความแข็งแกร่งต่อไป

                จนกระทั่งปี 1988 เรย์ได้ท้าทายการใช้สีด้วยการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ จากเสื้อผ้าที่มีแต่สีดำ  ด้วยการนำเสนอสีแดงสดในคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วงของปีนั้น  โดยกระบวนการความคิดเบื้องหลังการนำเสนอของเธอเกิดจากความคิดว่า “สีแดงคือสีดำ”

                การเปลี่ยนสีดำให้กลายเป็นสีแฟชั่นแห่งศตวรรษที่ 20 ของเรย์  เป็นการสร้างสรรค์ที่ฉลาดและกล้าหาญ จน The Graduate Harvard School of Design มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้มอบรางวัล Excellence in Design Award ให้กับเรย์  ในฐานะผู้นำ ‘สีดำ’ มาสร้างนิยามใหม่  ไม่ให้ดูเศร้าหมอง และจุดประกายให้สีดำได้เกิดอีกครั้งในวงการแฟชั่น

 

The Human Form Is Raducally Reconsidered

Body Meets Dress,Dress Meets Body : Spring/Summer 1997

                เมื่อเรย์เชื่อว่าความสวยงามของผู้หญิงอยู่เหนือข้อจำกัดทางสรีระ  เธอจึงไม่เคยออกแบบเสื้อผ้าที่เน้นรูปทรงองค์เอว ของผู้สวมใส่ แต่กลับสร้างรูปทรงใหม่ให้กับทุกคนด้วยเสื้อผ้าที่นำเสนอความงามในมิติใหม่  ซึ่งการนำเสนอนี้เผยให้เห็นตั้งแต่คอล เลคชั่นแรกๆของกอมม์ เดส์ การ์ซงส์  เมื่อเรย์ห่อหุ้มร่างกายของนางแบบ (และลูกค้าของเธอในเวลาต่อมา) ด้วยชั้นของผ้า  เกิดเป็นชุดที่ไม่มีขนาดปกติ

                ตัวอย่างการสร้างสรรค์รูปทรงของเสื้อผ้าของกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ที่ทำให้คนเริ่มจดจำ  คือคอลเล็คชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 1997 ที่ชื่อ “Body Meets Dress,Dress Meets Body” เป็นการนำชุดเดรสผ้ายืดมาสวมทับโครงสร้างทรงบอลลูนทำให้ผู้สวมใส่ดูมีทรงที่แปลกใหม่  เรย์จึงถูกมองว่าเป็นดีไซเนอร์ที่ต่อต้านแฟชั่นที่เน้นสรีระผอมเพรียว  ด้วยการนำเสนอความเป็นผู้หญิงในรูปแบบใหม่อย่างกล้าหาญมาอย่างต่อเนื่องจนถึงคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2017 กับคอลเลคชั่น “The Future of Silhouette” ที่สะท้อนความคิดและการทำงานกับรูปทรงอย่างต่อเนื่องของเธอ

 

She Is No Longer Even Making Clothes

Spring/Summer 2014

                หากย้อนกลับไปดูการออกแบบของ 8 คอลเลคชั่นที่ผ่านมาของกอมม์ เดส์ การ์ซงส์  นับตั้งแต่โชว์ของฤดูใบไม้ผลิ/ฤดู ร้อน 2014  เรย์ได้เผยแนวคิดในการออกแบบสำคัญของเธอ  ที่ทุกคอลเลคชั่นนับจากนั้นจะมุ่งไปที่แนวคิดการนำเสนอเรื่องราวของ “Objects for the Body” หรือทำเสื้อผ้าที่เบนออกจากการเป็นเพียงเสื้อผ้า  แต่ก้าวเข้าสู่การเป็นนามธรรม

                เรย์เป็นดีไซเนอร์ที่ไม่ชอบให้สัมภาษณ์หรือธิบายแนวคิดของงานที่เธอทำ  แต่อยากให้ผู้ที่เห็นหรือสวมใส่ตีความจากสิ่ง ที่สัมผัสเอง  ครั้งนี้เธออธิบายเพียงว่า เสื้อผ้าจะไม่ใช่เสื้อผ้าอีกต่อไป

                “วิธีเดียวที่จะทำอะไรได้ใหม่คือต้องไม่คิดว่ากำลังออกแบบเสื้อผ้า”

                คือความคิดที่เรย์บอกกับทุกคนหลังเวทีเมื่อจบโชว์ในปี 2003 ซึ่งเธอได้ลงมือทำและพิสูจน์ความคิดนี้ ด้วยการลงมือทำ สิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในวงการแฟชั่น  เสื้อผ้าแปลกๆที่ไม่มีแขน ไม่มีเส้นเอว เส้นคอ หรือทำจากวัสดุที่ไม่ใช่ผ้า  และจากจุดนั้น เรย์ได้ก้าวไปข้างหน้าสู่การทำงานที่คาดไม่ถึง

 

Construction-Deconstruction

Lump and Bump : Autumn/Winter 1997

                เรย์ผูกพันอยู่กับการสร้างโครงสร้าง แพทเทิร์นการตัด และเทคนิคมานาน  งานของเธอจะเป็นค้นหาธีมเหล่านี้แบบตรงๆ ใช้เทคนิคของช่างเสื้อ ใส่ใจเรื่องแขนเสื้อ เตรียมตกแต่งเสื้อผ้าด้วยองค์ประกอบ 3-4 อย่างที่พิเศษและทำได้ยาก  เมื่อได้รับการขอให้แก้ไขบทความในนิตยสารวิชชั่นแนร์ ปี 1996  เรย์ได้รวมแพทเทิร์นชุดของคอลเลคชั่น “Lump and Bump” ฤดูใบไม้ผลิ/ฤดู หนาว 1997 เข้าไว้ด้วย

                ฤดูกาลต่อมา เธออุทิศคอลเลคชั่นให้กับการทำแพทเทิร์น  แยกเสื้อผ้าของเธอออกเป็นส่วนๆ  ทุบส่วนประกอบเดิมๆลง

                ช่วงเริ่มต้นอาชีพ เรย์ได้ออกแบบเสื้อสเวตเตอร์ถักที่มีรู  ด้วยการไขสกรูในเครื่องถักนิตติ้งให้หลวม  เปลี่ยนขั้นตอนการ ทำงาน  จนเธอได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแม่แห่งโครงสร้าง

 

Even if She Isn’t a Femimist, Femininity is Key

Broken Bride : Autumn/Winter 2005 & White Drama : Spring/Summer 2012

                แม้เรย์ออกตัวว่าเธอไม่ใช่พวกเรียกร้องสิทธิสตรี  และไม่รู้สึกว่าเพศของเธอจะมีอิทธิพลต่อเสื้อผ้าของเธอ  รวมถึงชื่อแบรนด์ของเธอที่ยังไม่อิงความเป็นผู้หญิงเลย  แต่ในการทำงานจริงๆเธอยังคงเกี่ยวข้องกับความเป็นผู้หญิง  เราจะเห็นในหลายๆโชว์ของเรย์ที่ปิดท้ายด้วยชุดเจ้าสาว  เพราะเจ้าสาวคือสัญลักษณ์ของความเป็นผู้หญิง  แต่เจ้าสาวของเธอก็ไม่ใช่แบบธรรมดา  หากเป็นความท้าทายที่น่าสนใจ  เช่นผลงานในคอลเคชั่น “Broken Bride” ของฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2005 และ  “White Drama” คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2012  ที่ผู้ชมเห็นแล้วเข้าใจได้ง่าย  แต่สำหรับการขายเป็นเรื่องยาก

 

At Heart,She Is Still a Punk

Autumn/Winter 2000
Autumn/Winter 2016

                กอมม์ เดส์ การซงส์ เกิดขึ้นมาจากส่วนหนึ่งของพังค์  ผลงานในยุคแรกของของเรย์มีกลิ่นไอคล้ายกับงานของวิเวียน เวสต์วู้ด ที่มีความเป็นพังค์เต็มที่  เรย์นำแรงบันดาลใจโดยตรงจากพังค์ใส่ลงในโชว์คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2000 ที่มีทั้ง แผ่นโลหะ หมุด เข็มขัดหนังกับหัวเข็มขัดโลหะ และพิมพ์ลายใบมีดโกน 

                ในโชว์ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2016  พังค์ได้กลับมาอยู่ในงานของเธออีกครั้ง  และยังเห็นได้บ่อยๆในงานของ กอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ออมม์ ปลุส เป็นการตอกย้ำว่า จิตวิญญาณความเป็นพังค์ของเธอไม่เคยหายไปไหน

 

Most of All, Rei Kawakubo Loves….Nothing

Autumn/Winter 1982

                เรย์ยึดพื้นที่ในประวัติศาสตร์แฟชั่นได้ตั้งแต่ปี 1982 ด้วยเสื้อสเวตเตอร์สีดำธรรมดามีรูที่เธอเรียกว่าลูกไม้  แต่เป็นลูกไม้ที่เกิดจากเทคนิค  ไม่ใช่ลูกไม้ที่อ่อนหวานที่คนทั้งโลกรู้จัก  ตรงกันข้ามกลับเป็นอะไรที่ดิบๆ  ซึ่งต่อมารูนั้นกลายเป็นรายละเอียดที่เราเห็นในงานของเธอเสมอ

                เรย์ให้คุณค่ากับการขาดหายไปของพื้นที่มากกว่าเนื้อผ้า  แอนดรูว์  โบลตัน หัวหน้าภัณฑารักษ์ของ Metropolitan Museum of Art’s Costume Institute ผู้อยู่เบื้องหลังการจัดนิทรรศการของกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ได้ให้อธิบายถึงรูนี้ว่า  เป็นสิ่งสำคัญของการไม่มีอะไร หรือความว่างเปล่า  ในแนวคิดของเรย์ ซึ่งตรงกับคำว่า “mu” ที่เรย์ใช้กับวิธีทำงานของเธอ  แต่การไม่มีอะไรไม่ใช่สิ่งที่ต้องถูกดูถูก 

                แอนดรูว์ บอกกับเรย์ว่า “การไม่มีอะไรคือการมีอยู่เต็ม  เป็นแนวคิดของการไม่มีขอบเขต”  เช่นเดียวกับที่เรย์เคยพูดว่า “การมีความหมายคือการไม่มีความหมาย” ที่ทำให้การทำงานเป็นอิสระกว่า

 

                ด้วยแก่นสำคัญในการทำงานของเรย์  เราจะได้เห็นผลงานที่มีเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ที่ชัดเจน ในงานของกอมม์ เดส์ การ์ซงส์  ตลอดมา

Cr pic : vogue,lofficielmalaysia, tsingapore, 1stdibs